12.13.2554

              โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย

UploadImage

            เนื่องจากปัญหาอุทกภัย โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทยปี 2 (D Ambassador Season II) จึงขยายเวลาปิดรับสมัครไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2554 นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุ 15-25 ปี ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมขบวนการก่อการดีกันได้อย่างทั่วถึง

            โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทยปี 2 ได้เปิดรับเยาวชนทั้งที่อยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา อายุระหว่าง 15-25 ปี ร่วมส่ง VDO Clip ความยาวไม่เกิน 3 นาที ในหัวข้อ “ทำไมต้องเลือกคุณเข้ามาแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน” หรือหัวข้อ“ทำไมต้องเลือกคุณเข้ามาเป็นทูตความดี” หมดเขตส่งผลงานภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2554

             อัพโหลดคลิปในเว็บไซต์ http://www.do-d-club.com/ หรือเขียนบอกเล่าความยาวไม่เกิน 1หน้ากระดาษ A4ส่งพร้อมรูปถ่ายทางไปรษณีย์ ณ สำนักงานทูตความดีแห่งประเทศไทย บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่น จำกัด ชั้น 22 อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า เลขที่ 496-502ถนนเพลินจิต เขตปทุมวัน กทม 10330 หมายเลขโทรศัพท์ 02 6102364โดยสามารถส่งผลงานแบบเดี่ยวหรือทีมก็ได้

           ผู้ชนะเลิศทูตความดีแห่งประเทศไทย จะได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท คอร์สเรียนภาษาจีนที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน 1 เดือน ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ พร้อมที่พัก โดยการสนับสนุนของสถานีโทรทัศน์ไทย-จีน TCCTV รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 จะได้รับถ้วยรางวัล พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 50,000 บาท และ 30,000 บาทตามลำดับ

วิธีเอาตัวรอดของบัณฑิต ยุคประชากร 7 พันล้านคน

7,000 ล้านคนแล้วครับ
ประชากรในโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เรามีเพื่อนร่วมโลกใบนี้ ครบ 7,000 ล้านคนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

เมื่อเช้านี้ เพื่อนโทร. มาปรึกษา บอกว่าลูกสาวเรียนแผนกศิลป์อยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดม
เป็นเด็กที่เก่งมากเกรดเฉลี่ย 3.8 แต่ไม่รู้จะไปเรียนต่อคณะอะไรดี
เพื่อนลูกส่วนมากก็มุ่งหวังไปแย่งที่นั่งในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แต่ตัวลูกก็ไม่รู้ว่าจะดีไหม
ส่วนแม่แนะนำให้สอบเข้านิติศาสตร์
สำหรับเพื่อนผมก็ยังไม่หายขัดใจที่พยายามให้ลูกเรียนสายวิทย์ แต่ลูกไม่สนใจ

นี่แหละครับปัญหาใหญ่ของการศึกษาในบ้านเมืองเรา
รู้ทุกเรื่อง เก่งทุกวิชา แต่ไม่รู้จักตัวเอง

สมัยก่อนมันไม่มีปัญหาอะไรมากหรอกครับ เรียนๆ ท่องๆ ติวหนักๆ เกรดดีๆ
สอบเข้าจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ได้ จบมาก็มีงานทำ มีทุนให้เรียนต่อ

แต่ในวันนี้

วันที่ประชากรโลกมี 7,000 ล้านคน เรื่องราวมันเปลี่ยนไปมากครับ

ทุกวันนี้คนไทยเราเรียนจบปริญญาตรีกันปีละประมาณ 5 แสนคน
เรื่องที่จะหวังไปทำงานราชการนั้น มันยากจริงๆ
เพราะ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เขารับบรรจุข้าราชการปีละ 5,000 คน

บัณฑิตเราจำนวนมากต้องไปหางานเอกชนทำ
บัณฑิตส่วนหนึ่งจบมาแล้วไม่รู้จะทำอะไร ก็เรียนต่อปริญญาโทเพื่อชะลอการตกงาน 
คนได้ทำงานจำนวนมากอาจจะไปทำงานที่ไม่ตรงกับที่เรียนมาเลย
และอีกมากที่ทำงานอะไรก็ได้ขอให้มีเงินเดือน
แต่ก็ยังไม่น่าห่วงเพราะยังดีที่มีงานทำ
เพราะมีอีกหลายแสนคนที่ตกงาน

การศึกษาของเรานั้นลอกเรียนแบบจากประเทศทางตะวันตก
ทุกวันนี้ลูกพี่ใหญ่ของเรา คืออเมริกา มีปัญหามากมายจากการว่างงานครับ
ในสหรัฐอเมริกา มีบัณฑิตตกงานมากมายเพราะค่าจ้างเงินเดือนสูงมาก
เมื่อโลกของการเชื่อมโยงข้อมูลเติบโต เทคโนโลยีสื่อสารอย่างทั่วถึงเช่นในปัจจุบัน
ทำให้บริษัทต่างๆ ในอเมริกาที่ต้องการจะอยู่รอดและทำกำไร จึงหันไปใช้บริการของบัณฑิตในอินเดีย
ซึ่งค่าจ้าง เงินเดือนถูกมาก
วิศวกรอินเดีย จบปริญญาเอก โท ตรี มีมากมาย คุณภาพใช้ได้ ภาษาอังกฤษดี
ค่าตัวถูกกว่าจ้างคนอเมริกันอย่างน้อยก็ 4 เท่าครับ
งานต่างๆที่สามารถจะส่งต่อไปทำที่อินเดียได้ จึงถูกส่งไปยัง บังกาลอร์ แหล่งบัณฑิตค่าจ้างถูกที่ประเทศอินเดีย
ทุกวันนี้ งานออกแบบวิศวกรรม งานวิจัยทางเคมี ชีววิทยา งานทำบัญชี งานวิเคราะห์ระบบต่างๆ
ของบริษัทอเมริกัน ต่างถูกส่งออกไปยังอินเดีย
แมักระทั่งพนักงานรับโทรศัพท์ในโรงแรมที่อเมริกา
ยังรับโทรศัพท์ พูดคุยและให้บริการลูกค้าอยู่ที่บังกาลอร์

คนอเมริกันที่เคยทำงานง่ายๆ เงินเดือนสูงๆ ต่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
ส่วนผู้ที่จบมาใหม่ โอกาสหางานก็ยากขึ้นทุกวันครับ
แม้กระทั่งประเทศอังกฤษ สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษก็ยังออกมารายงานว่า
ตอนนี้ คนอังกฤษตกงานจำนวนมากมีจำนวนผู้ไม่มีงานทำมากถึง 2.62 ล้านคน
ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี

บัณฑิตตกงานมากมายในบ้านเราก็มีมากอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อมีการกระตุ้นสังคมให้ตื่นตัวเรื่องประชาคมอาเซียน
ก็ยิ่งสร้างความกังวลให้นิสิตนักศึกษาจำนวนกว่า 2 ล้านคนในบ้านเรา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในอีก 3-4 ปีข้างหน้านี้
ได้รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมืออย่างเสรีในกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ
ซึ่งตอนนี้ตกลงไปแล้ว 7 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี
ส่วนสาขาอื่นๆ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาและแน่นอนว่าจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ

วิศวกรไทยเงินเดือน 20,000 บาท แต่ถ้าคุณภาพสู้วิศวกรจากเวียดนามเงินเดือน 15,000 บาทไม่ได้
อีกหน่อยวิศวกรเวียดนามก็อาจเข้ามาทำงานแทน

การกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำของประเทศก็ไม่ได้เป็นความมั่นคงอีกต่อไป
เพราะไม่มีเจ้าของกิจการที่ไหนยอมขาดทุน หรือเสียเปรียบ
เขาก็ต้องจ้างแรงงานที่ราคาถูกกว่าถ้าคุณภาพไม่ต่างกัน

ปัญหาที่น่าสนใจก็คือ ถ้าวันนี้เป็นนักเรียนอยู่มัธยม หรือเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
แล้วจะทำอย่างไร จะเตรียมตัวอย่างไร จึงจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาพวิ่งหางาน

            คำตอบก็คือ ถ้าเราไม่ได้เรียนจบในสาขาต่อไปนี้
            1. แพทยศาสตร์
            2.เภสัชศาสตร์
            3. พยาบาล
            4. เทคนิคการแพทย์
            5.ทันตแพทย์
            6 ทหาร ตำรวจ (จปร.)
โอกาสจะได้งานนับว่ายากมาก
ดังนั้น แทนที่จะรอให้ปัญหามาถึง เราก็ป้องกันล่วงหน้า ด้วยการเตรียมพร้อม

คำแนะนำของผมก็คือ เราต้องตั้งเป้าหมายใหม่ แทนที่จะใช้แนวคิดค่านิยมเดิมๆ
คือเรียนจบเพื่อให้ได้ปริญญา แล้วจะนำปริญญาไปสมัครเข้าทำงาน
เราก็คิดเสียใหม่ว่าเราเรียนจบเพื่อทำงานได้
จะทำอย่างไร ให้ทำงานได้ นี่แหละครับคือสิ่งที่พวกเราต้องเตรียมตัว

หลักการง่ายๆ ที่ใช้เพื่อเตรียมตัว เป็นผู้ ทำงานได้

1.ต้องมีวิชาชีพ  
คนที่มีพ่อแม่ทำกิจการ ก็ต้องเริ่มไปช่วยกิจการเลย จะเป็นร้านเล็กๆ บริษัทใหญ่ๆ
ก็แบ่งเวลาไปฝึกทำงาน พอเรียนจบมาก็ทำกิจการได้ มีงานทำทันที

ถ้าพ่อแม่ไม่ได้มีกิจการ ก็ให้ไปเรียนวิชาชีพ
คือเรียนวิชาที่ประกอบอาชีพได้เลยด้วยตนเอง
เช่น  ทำขนม เสริมสวย ซ่อมคอมพิวเตอร์ ฝึกเล่นกีฬาเป็นอาชีพ ร้องเพลง
เล่นดนตรี แสดงมายากล ถ่ายภาพ ตัดต่อหนัง ฯลฯ
คือฝึกเป็นผู้ประกอบการ
เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิดเก่าๆ ที่ดูถูกคนทำงาน
การทำงานเป็นสิ่งที่มีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ยิ่งฝึกฝนก็ยิ่งชำนาญ  
เพราะนอกจากจะสร้างงานด้วยตัวเองแล้ว ในอนาคตเมื่อกิจการเติบโตขึ้น เราอาจจะรับคนเข้ามาทำงานได้อีกด้วย

แนวคิดลักษณะนี้ได้แพร่หลายมากในสิงคโปร์ เขาพยายามสร้างผู้ประกอบการ
โดยให้นักศึกษาได้เป็นผู้ประกอบการ ทำกิจการจริง เปิดแผง ขายของ รับออกแบบ พัฒนาสินค้าต่างๆ ออกขาย
โดยรัฐบาลสนับสนุน ในเรื่องทุนและสถานที่ 
ซึ่งจะทำให้บรรดานักศึกษาเหล่านี้มีประสบการณ์และรู้จักการทำมาหากิน
และหลายคนก็ทำเงินมีทุนดำเนินกิจการต่อ ก่อนที่จะเรียนจบ

ต้องฝึกวิชา ใช่
ผมมีหลักง่ายๆ มาให้ครับ เคล็ดไม่ลับในการฝึก วิชา ใช่ คือ
 สอง  ร  และสอง   อ

ร  เรียนรู้
ต้องเป็นผู้เรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตนเอง
ความรู้ต่างๆ ทุกวันนี้เกิดขึ้นมามากมาย คนที่พร้อมจะทำงาน ต้องมีนิสัยอยากรู้ และเรียนรู้ตลอดเวลา
เราต้องดู และเรียนรู้ตนเอง จุดอ่อนที่ต้องพัฒนา เพื่อก้าวสู่เป้าหมายของเรา
ทุกคนสำเร็จได้ ในวิถีของตนเองครับ
คนที่ไม่รู้เป้าหมาย ไม่รู้ตนเอง เรียนตามคนบอก เรียนตามกระแสไปเรื่อยๆ ยากที่จะสำเร็จครับ

ร รับผิดชอบ
ฝึกเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะไม่ว่างานใดๆ ถ้าขาดความรับผิดชอบ ถึงจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครต้องการให้มาอยู่ร่วมทีม
ความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในการทำงานครับ

อ  อดทน
เจ้าของกิจการมากมายมักบ่นให้ฟังว่า เด็กสมัยนี้ใจร้อน รอไม่ได้ ไม่อดทน
ชอบทำงานเบาๆ แต่อยากได้เงินเดือนสูงๆ ชอบวันหยุดมากๆ
เมื่อได้รับมอบหมายงานแล้วก็ไม่ต้องใจไม่อดทนไม่ทุ่มเท
นั่นคือสิ่งที่เราต้องปรับปรุงฝึกฝน ต้องอดทนเพื่อความสำเร็จครับ
คนที่เขาเป็นหัวหน้าดูเหมือนทำงานสบายเงินเดือนสูง ส่วนมากเขาก็ได้มาเพราะความอดทนนี่แหละครับ

อ อดกลั้น
ต้องฝึกอดกลั้นต่อความชั่วและสิ่งที่จะสร้างความวุ่นวายให้ชีวิต
ลองถามตัวเองดูว่า เราโกรธง่ายเกินไปไหม อะไรก็ไม่พอใจ
อะไรไม่เป็นอย่างที่หวัง เราก็โกรธ
ถึงจะเก่งแค่ไหน แต่ไม่เคยฝึกจิตใจ ไม่อดกลั้น อารมณ์โกรธวูบเดียวก็อาจนำหายนะมาให้เราได้
คนจำนวนไม่น้อยที่ โดนหลอก โดนต้มเพราะความโลภ
เราโลภเกินไปไหม อะไรก็อยากได้
หลายคนอยากได้ จนต้องโกง
คนมากมายพังก็เพราะความโลภนี่แหละครับ

เริ่มต้นสร้างคุณค่าในตัวเองกันเถอะครับ แล้วเราจะอยู่ในโลก 7,000 ล้านคนนี้อย่างมีความสุขและไม่ตกงาน

เทคนิคการสอนภาษาด้วย TPR – Total Physical Response

เทคนิคการสอนภาษาด้วย TPR – Total Physical Response หมายถึง หมายถึง การสอนภาษาโดยการใช้ท่าทาง โดยให้ผู้เรียนฟังคำสั่งจากครูแล้วผู้เรียนทำตาม เป็นการประสานการฟังกับการใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นการตอบรับให้ทำตามโดยผู้เรียนไม่ต้องพูด วิธีสอนภาษาโดยการใช้ท่าทางใช้สำหรับการเริ่มต้นเรียนภาษาที่ประเภทของ TPR
๑.TPR-B (Total Physical Response-Body) เป็นการสอนโดยใช้คำสั่งที่มีคำศัพท์ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย (body movement) เช่น นั่งลง (sit down) ยืนขึ้น (stand up) เลี้ยวซ้าย (turn left) เลี้ยวขวา (turn right) เดินหน้า (go straight) ถอยหลัง (back) กระโดด (jump) ปรบมือ (clap your hand) หยุด (stop) กลับหลังหัน (turn around)  ชูมือขึ้น (raise your hand) เอามือลง (put down your hand) โบกมือ(wave your hand)  เป็นต้น   กิจกรรมหรือเกมที่ใช้อาจใช้เกม Simon Says  เช่น  Simon Says touch your Norse  ถ้า   ไม่ได้พูดคำว่า Simon Says ไม่ต้องทำตาม
ข้อควรคำนึง
         ๑. กริยา/ท่าทาง ทุกอย่างที่แสดงต้องสมจริง (must be real) ไม่ใช่การสมมุติ และต้อง ถูกต้อง
        
๒. เวลาครูสาธิต ต้องพูดคำสั่งจบก่อนแล้วจึงทำท่าทาง (เพื่อตั้งใจฟังก่อน และป้องกันนักศึกษาทำตามครูโดยที่ไม่เข้าใจ)
        
๓. พูดและทำท่าทางเป็นตัวอย่างให้นักศึกษาดู อย่างน้อย 3 ครั้ง
        
๔. ทุกหนึ่งรอบของการทำท่าทาง ควรจะให้จบกระบวนการ
        
๕. ทุกๆการสอน ต้องทบทวนบทเรียน/คำศัพท์ในอาทิตย์ที่แล้ว หรืออาทิตย์ที่ผ่านๆมาโดยครูอาจทำพร้อมนักศึกษา หรือ ครูสั่งแล้วให้    นักศึกษาทำพร้อมกันโดยทบทวนก่อนสอนคำชุดใหม่
        
๖. พูดคำที่ต้องการสอนเท่านั้น สิ่งที่ไม่ต้องการให้นักศึกษารับรู้ก็ไม่    จำเป็นต้องพูด
        
๗. จัดสถานที่ให้เหมาะสมกับคำกริยา/คำสั่งที่ต้องการสอน

๒.TPR-O (Total Physical Response-Objects)   เป็นการสอนโดยใช้คำสั่งที่มีคำศัพท์ที่เป็นสิ่งของ (objects) เช่น สมุด (book) ปากกา (pen) ดินสอ (pencil) ยางลบ (eraser) ไม้บรรทัด (ruler) แผนที่ (map)โต๊ะ (table) เก้าอี้ (chair) ประตู (door) นาฬิกา (clock) ไฟฉาย (flash light) ดอกไม้ (flower) ใบไม้ (leaf) ก้อนหิน (rock) จาน (plate) ชาม (bowl) แก้วน้ำ (glass) ช้อน (spoon) ส้อม (fork) หวี (comb) กระจก (mirror) เป็นต้น อย่าไปติดการสอนในชั้นเรียนอาจพาผู้เรียนออกนอกห้องเรียน เพื่อเรียนรู้วัตถุสิ่งของต่าง ๆ หรืออาจใช้เกม bring me  (a pen, a red pencil)วัตถุประสงค์
        
ต้องการให้ผู้เรียนฟังคำสั่งให้ เข้าใจและทำตามคำสั่ง โดยผู้สอนมีเป้าหมายให้ผู้เรียนรู้จักกลุ่มคำเกี่ยวกับสิ่งของต่างๆ

ข้อควรคำนึง
        
๑.ต้องพูดหลายครั้งจนแน่ใจว่านักศึกษาเข้าใจ
        
๒. ให้ระวังคำที่มีความหมายใกล้กัน
        
๓. หากว่าบทเรียนยากเกินไป ครูอาจแบ่งเป็น๒ บทเรียนก็ได้ เพื่อให้ เห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหา
        
๔. ถ้าหากนักศึกษาทำผิด ครูจะต้องทำให้ดู ทบทวน จนแน่ใจว่า  นักศึกษาทำได้ หากนักศึกษาทำไม่ได้ ให้กำลังใจ อย่าทำให้นักศึกษา  เสียหน้าหรือขาดความมั่นใจ
วิธีปฏิบัติ
         ๑.ครูเรียกชื่อของสิ่งของ ๓ ครั้ง และหยิบของสาธิตให้ดู
        
๒.ห้ตัวแทน ๒ คน ออกมาแสดง พร้อมกับครู และให้ผู้เรียนแสดงให้ดู ๓ ครั้ง  การ
ทำ TPR-O อาจแทรกคำศัพท์ TPR-B ได้เพราะเรียนมาจากบททีแล้ว ผสมกันไปแต่เอาง่าย ๆ ก่อน แล้วเพิ่มความยากไปเรื่อย ๆ
        
๓.ให้ทุกคนทำพร้อม ๆ กัน

        
๔.แบ่งเป็นกลุ่มย่อย(กลุ่มละ ๓-๕ คน)และปฏิบัติตามคำสั่งของครู โดยให้ผู้เรียนแสดง

๓. TPR-P(Total Physical Response-Picture) เป็นการสอนเกี่ยวกับการออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ การเลือก ภาพที่ใช้ในการเรียนการสอนควรใช้ให้เหมาะสมกับนักศึกษา โดยยกตัวอย่างคำถามจากภาพ เมื่อครูถามแล้วให้ผู้เรียนไปชี้ภาพให้ดู ไม่มีการพูดภาพที่ครูกำหนดควรเป็นภาพตัดแปะจะได้เคลื่อนย้าย คน สัตว์ สิ่งของ ไปไว้ตามตำแหน่งต่างๆของภาพได้ เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียน เป็นการสอนโดยใช้คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ มีเป้าหมายให้ผู้เรียนรู้จักกลุ่มคำเกี่ยวกับภาพต่างๆ มี  ๓ประเภท คือ ๑. ภาพโปสเตอร์ แผ่นพับ รูปภาพที่มีอยู่แล้ว ๒. ภาพตัดแปะจากผ้า หรือ กระดาษ๓. ภาพวาดลายเส้นหรือภาพสีที่ผลิตโดยครูหรือผู้เรียน หรือภูมิปัญญา ท้องถิ่น

หลักการ
        
๑.รูปภาพที่ใช้ต้องมีสิ่งของ/กิจกรรมต่างๆ/ผู้คนที่จะสอนผู้เรียนได้
        
๒.ครูจะสอนให้ผู้เรียนมาชี้ จับ แตะ สิ่งต่างๆในภาพตามที่ครูต้องการสอน
        
๓.การใช้ TPR-P อาจสอนอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้านักศึกษามีความก้าวหน้าอาจใช้สอนมากกว่านี้
        
๔.ภาพหนึ่งอาจสอนได้หลายๆครั้ง โดยอาจสอนเสริมเมื่อผู้เรียนรู้คำศัพท์มามากแล้ว
        
๕.อาจใช้ TPR-B ประกอบการสอน TPR-P เช่น สอนเรื่อง ข้างหน้าข้างหลัง ข้างๆ สอนคำเหล่านี้ก่อน จึงสอนคำจากรูปภาพ

        
๖. ภาพควรเป็นภาพที่เหมาะสมกับบุคคลและสอดคล้องกับสภาพของนักศึกษา


๔.TPR-S (Total Physical Response-Story telling) เป็นการสอนภาษาโดยการเล่าเรื่อง  โดยครูเล่าเรื่องคล้ายกับชีวิตประจำวันของนักเรียน หรือเล่านิทาน ๒-๓ ครั้ง  แล้วให้ผู้เรียนมาแสดงละครจากเรื่องที่ครูเล่า หรือบางครั้งอาจเปลี่ยนเป็นอาจารย์อ่านให้ฟัง ๑-๓ ครั้ง ให้นักศึกษาเขียนขึ้นมาใหม่เหมือนครูเล่าหรือไม่ แสดงว่าผู้เรียนฟังแล้วเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ให้เริ่มจากง่าย ๆ ก่อน
เป็นการสอนเกี่ยวกับการออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ การเลือก ภาพที่ใช้ในการเรียนการสอนควรใช้ให้เหมาะสมกับนักศึกษา โดยยกตัวอย่างคำถามจากภาพ เมื่อครูถามแล้วให้ผู้เรียนไปชี้ภาพให้ดู ไม่มีการพูดภาพที่ครูกำหนดควรเป็นภาพตัดแปะจะได้เคลื่อนย้าย คน สัตว์ สิ่งของ ไปไว้ตามตำแหน่งต่างๆของภาพได้ เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียน  รู้จักภาพเหล่านั้นจริงๆ ไม่ใช่การท่องจำภาพเท่านั้นเป็นการสอนที่ใช้เรื่องเล่าการสอนภาษาโดยการใช้รูปภาพ TPR-Pการสอนภาษาด้วยการเล่าเรื่อง ควรใช้เมื่อผู้เรียนมีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ โดยครูเลเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับชีวิตประจำวันของผู้เรียน หรือ นิทานเรื่องง่ายๆ ครูเล่าเรื่องให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นให้ผู้เรียนออกมาแสดงเรื่อง(ตามที่ครูเล่า)โดยไม่ต้องพูด ต่อมาให้ผู้เรียนเล่าเรื่องเอง แล้วให้ผู้เรียนคนอื่นมาแสดงละครตามเรื่องที่ผู้เรียนเล่าให้ฟัง
จุดประสงค์ของ TPR-S          คือ ต้องการให้ผู้เรียนฟังครูพูดให้เข้าใจและทำท่าทาง โดยผู้เรียนไม่ต้องพูด เพียงแต่แสดงท่าทางประกอบการเล่าเรื่องเท่านั้น
ทำไม TPR จึงมีประสิทธิภาพในการสอนภาษา
        
๑.มาจากวิธีการที่ทารกเรียนภาษา โดยเริ่มฟังคำพูดจากพ่อแม่
        
๒. การใช้การเคลื่อนไหวทางร่างกายร่วมกับภาษา
        
๓. การเรียนรู้ที่ไม่ใช้การพูดจะใช้สมองซีกขวา
ผลดีของการจัดการเรียนการสอนแบบ TPR
        
๑. เป็นต้นแบบโดยครู ครูพูด ครูทำ ให้ผู้เรียนดูก่อน
        
๒. เน้นการสาธิต ครูและผู้เรียนอาสาสมัครทำพร้อมกัน
        
๓. ให้กำลังใจเมื่อผู้เรียนทำไม่ได้ ไม่เร่ง ต้องแน่ใจว่านักศึกษาทำได้  ครูไม่รีบเร่งแต่จะให้ผู้เรียนเข้าใจเอง
        
๔. ครูให้ผู้เรียนทำเมื่อแน่ใจว่าผู้เรียนเข้าใจแล้ว
        
๕. มีส่วนขยาย เพิ่มวงคำศัพท์ที่เรียนมาแล้ว
แนวการสอน TPR         ๑.แนวทางการสอน TPR อาจสอนเป็นช่วงๆ วันละประมาณ ๒๐ นาที
        
๒. TPR-B TPR-O TPR-S อาจสอนสลับกันได้
        
๓. สามารถนำเพลง เกม มาใช้สอนประกอบด้วย เช่น เพลงเกี่ยวกับร่างกายของเรา
        
๔.การนำ TPR ไปใช้สอนกับวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ สุขศึกษา และศิลปะ เป็นต้น
        
๕. การสอน TPR เป็นการสอนคำศัพท์ใหม่ๆ ครั้งแรกควรสอน  ประมาณ ๕-๑๐ คำก่อน โดยครูทำให้ดูเป็นต้นแบบ มีการสาธิตทำตามครู แล้วให้ผู้เรียนทำเองตามคำสั่งครู เมื่อเริ่มต้นกำหนดคำที่ต้องใช้ ควรตรวจสอบว่านักศึกษาเข้าใจคำที่ครูพูดหรือไม่
ข้อควรคำนึงกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
        
๑. การออกแบบกระบวนการเรียนด้านภาษา จะต้องตระหนักให้ผู้เรียน เกิดความเชื่อมั่นในการเรียนรู้แบบต่างๆ เช่น การเรียนด้วยภาพ/สิ่งของ การเรียนด้วยการพูดสนทนา บรรยาย พรรณนา อธิบาย อภิปราย และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆได้
        
๒. การถามคำถามปลายเปิด เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการพรรณนา อธิบาย วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆได้
        
๓.สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเรียนภาษาที่สองก็คือ ผู้เรียนต้องไม่รู้สึกกลัวหรืออาย การเรียนภาษาที่สอง จะต้องเริ่มจากสิ่งที่นักศึกษารู้  และขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เรียน และเรื่องที่เรียนรู้จะต้องสนุกสนาน
        
๔.  การสอน TPR ใช้สอนระยะแรกที่ผู้เรียนไม่รู้จักวงคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ อาจใช้สอนประมาณ  ๑-๒ เดือนแรกที่เข้าเรียนเท่านั้น

แนะนำกิจกรรมจัดค่ายภาษาอังกฤษแบบวันเดียว  (One Day Camp)
ควรเริ่มระยะเวลาอบรมตั้งแต่ ๘.๐๐ น. ๑๖.๐๐ น.
        
๑. เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้  ป้ายชื่อ(ให้เขียนชื่อเล่น)  กระดาษโปสเตอร์สี กราดปรู๊ฟ สีเมจิกมีดคัตเตอร์ กรรไกร กลอง ฉิ่ง ไมล์ลอย เครื่องเสียง เพลงภาษาอังกฤษให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
        
๒. จำนวนผู้เข้าค่าย  ๕๐ คน  ควรมีวิทยากรผู้ช่วย ๕ คน (๑๐คนต่อวิทยากร ๑ คน)  ให้นักศึกษาเข้าค่ายแต่งกายตามสบาย
        
๓. กฎกติกาในการเข้าค่าย คือ  ต้องสนุก  ห้ามอาย  การให้นักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วม และห้ามให้ทุกคนออกนอกค่ายเด็ดขาด

        
๔. กิจกรรมและเพลงเกมช่วงเช้า เช่น Simon says  , Clapping Game
                 
๔.๑  ควรมีกิจกรรมสำหรับละลายพฤติกรรมเพื่อเปิดใจ (
Ice breaking)
                 
๔.๒ การแนะนำตนเอง (Self Introduction) แนะนำคำทักทายอย่างหลากหลาย

                 
๔.๓ การแบ่งกลุ่ม   การตั้งชื่อทีม  คำขวัญของทีม เพลงพร้อมท่าทางประกอบเพลง ให้เวลา ๑ ถึง ๑ ชั่วโมงครึ่ง
                 
๔.๔  ฐานเรียนรู้   เช่น  ทิศทาง (Direction)  วันเวลา (time and date)  ส่วนประกอบของร่างกาย

(part of the body)
        
๕. เพลงเกมและฐานวิชาการภาคบ่าย

                 
๕.๑  ฐานการฝึกฟัง
                 
๕.๒ ฐานการฝึกพูด
                 
๕.๓  ฐานการฝึกอ่าน
                 
๕.๔  ฐานการฝึกเขียน
แต่ละฐานควรใช้เพลงเกมเพลงง่าย ๆ ทุกฐานควรใช้เวลาไม่มากประมาณ ๒๐-๓๐ นาที  ควรให้ครูผู้สอนเป็นผู้เปลี่ยนฐานและเปลี่ยนตรงตามเวลา และควรใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด  ถ้าใช้ภาษาไทยต้องจ่ายเงินค่าขนม เป็นต้น

แนะนำกิจกรรมจัดค่ายภาษาอังกฤษแบบค้างคืน  (One night Camp)
ระยะเวลาเข้าค่าย ๒ วัน หนึ่งคืน จำนวนผู้เข้าค่ายประมาณ ๑๐๐ คน
        
๑. เพิ่มเติมจากวันแรก พอกลางคืน มีกิจกรรมให้เขียนบทและสร้างละคร มีบทพูด สถานการณ์ ให้แต่ละกลุ่มสร้างสรรค์งาน  เช่น   ประเทศไทยในอีก ๕๐ ปีข้างหน้าจะมีสภาพเป็นอย่างไรให้นำเสนอเรื่องราวเป็นบทละคร เป็นต้น
        
๒. พาออกทัศนศึกษานอกค่าย เช่น สวนสัตว์  สวนสาธารณะ วัด โบราณสถาน ศูนย์การค้าและต้องมีกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกฝน
        
๓. การทำโทษนักศึกษาควรให้ร้องเพลง และเต้นรำ
        
๔. ต้องมีแบบประเมินผลเพื่อให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิทยากร สถานที่อบรม เนื้อหาการอบรม เป็นต้น

ตัวอย่างเพลงและเกมที่ใช้ในการจัดกิจกรรม

        
๑.  ฝึกร้องเพลง และเรียนความหมายของเพลง
        
  ร้องและเต้นประกอบเพลง   ดังตัวอย่างต่อไปนี้
เพลงที่ ๑.  I’m singing in the rain
  I’m singing in the rain
 I’m singing in the rain
 What a glorious feeling
 I’m hap……py   again
 Thumbs    up     A si  sa sa si sa sa   Asi  sa sa!                                                                                      
(
ยกนิ้วแม่โป้งขึ้น  แล้วเต้นบิดสะโพกไปมา   เอ ซี ซ่า ซ่า ซี ซ่า ซ่า เอ ซี ซ่า ซ่า)

เพลงที่ ๒.   In the woods
      I (we) went walking                   
       I (we) went walking
In the woods.  In the woods
Then I (we) saw an animal                          
Then I (we) saw an animal                          
     There I (we) stood                                                                                                    
     There I (we) stood
เมื่อพบกันแล้วก็ทำมือเป็นรูปสัตว์  เช่น ยุง หมี  ปลา   ทำมือเหมือนเป๋ายิงฉุบ  หมีแพ้ยุง(เพราะยุงกัดหมี)    หมีชนะปลา (หมีกินปลา)   ปลาชนะยุง(ปลากินยุง)

เพลงที่ ๓. Elephant and Chicken
Elephant why are you so BIG?
Chicken why are you so SMALL? (
ครั้ง)

THINK do you know why?
Do you know why?
Can you tell me  (
ครั้ง)
(
ร้อง ๓ ครั้ง)
เพลงที่ ๔  Bananas of the word unite!
 Peel banana
     Peel, peel banana  (
๒ ครั้ง)

     Shake banana
Shake, shake banana   (
๒ ครั้ง)
Go banana Go, Go banana (
๒ ครั้ง)
                     GO